World Of Warcraft, WoW Pointer 14

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หลากเรื่องความเข้าใจผิด เกี่ยวกับใช้รถยนต์ที่ไม่ถูกวิธี

พูดถึงเรื่องการถนอมรถยนต์ด้วยวิธีต่างๆ ที่หลายๆท่านผู้ใช้รถต่างเข้าใจผิดกันมาโดยตลอด โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างให้ดูเรื่องวิธีถนอมรถยนต์ที่เข้าใจกันแบบผิดๆ 29 เรื่อง ซื่งเรื่องที่เข้าใจผิดนี้เองทำให้สมรรถภาพของรถยนต์เสื่อมลงหรือส่งผลเสีย ต่อรถของท่านทันที อีกทั้งยังลดอายุการใช้งานของรถลงอีกด้วย ที่สำคัญกว่านั้นอาจะทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เกิดที่จะคาดคิด เป็นเหตุให้เสียเวลาและเสียเงินโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

ข้อที่ 1
(ผิด) สตาร์ทแล้วออกรถได้เลยไม่ต้องอุ่นเครื่อง

(ถูก) อุ่นเครื่องยนต์สักหน่อยก่อนออกรถจะดีกว่า

เมื่อเครื่องยนต์ทำงานขณะที่ยังเย็นอยู่ เช่น ขณะออกรถจากบ้านไปทำงานตอนเช้า หรือติดเครื่องยนต์ เมื่องานเลิกเพื่อกลับบ้านไอของเชื้อเพลิงที่เข้มข้นจะเกาะผนังกระบอก สูบ และละลายปนกับฟิล์มน้ำ มันเครื่องที่ฉาบผนังอยู่ทำให้การหล่อลื่นแหวนลูกสูบกับผนังกระบอกสูบไม่ เพียงพอ สร้างความสึกหรอกในเครื่องยนต์มากกว่าปกติ

นอกจากนี้ทั้งเชื้อเพลิงที่ระเหยไม่หมดและไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้ขณะ เครื่องยังเย็นนี้ ยังละลายปนอยู่ในน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย

ข้อที่ 2
(ผิด) รถใหม่สมัยนี้ ไม่ต้อง รันอิน

(ถูก) รถใหม่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ต้องรันอิน


รถรุ่นใหม่ๆ แม้จะมีการควบคุมคุณภาพอย่างดีแล้วก็ตามแต่เครื่องยนต์ใหม่ควรต้องผ่านการ รันอิน และ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสักครั้งก่อนที่จะใช้งานอย่างเต็มที่ เพราะเศษโลหะ ที่ตกค้างอยู่ในระบบจะได้ถูกชะล้างออกไป

การรันอินนั้นทำได้ไม่ยาก โดยในช่วง 1,000 กม. แรก ไม่เร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง หรือใช้รอบ
เครื่องยนต์ที่สูงมาก ๆ ถ้าใช้รอบเครื่องไม่เกิน 3,000 รตน.(รอบต่อนาที) ได้ก็จะดีและเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด พูดถึงเรื่องนี้ เคยมีผู้ใช้รถบางคนไม่นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ค โดยให้เหตุผลว่า เสียเวลา เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทำที่ไหนก็ได้ อย่างนี้ น่าเสียดาย แทนจริง ๆเพราะถ้าเกิดความเสียหายกับเครื่องยนต์จะเรียกร้องเอากับใคร

ข้อที่ 3
(ผิด) ยกขาก้านปัดน้ำฝนขณะจอดรถช่วยยืดอายุใบปัด

(ถูก) สปริงในก้านที่ปัดน้ำฝนจะอ่อน และเสียเร็วขึ้น


ส่วนสำคัญที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพประกอบด้วยใบ ปัด แผ่นยางซึ่งทำหน้าที่รีดน้ำจากกระจกบังลมหน้า ปกติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี หากใช้นานกว่านั้นเนื้อยางจะแข็งตัวหรือมีการฉีกขาด ไม่ว่าจะยกไว้หรือไม่ก็ตาม

อีกส่วนคือ ก้านใบปัด ที่มีสปริงคอยดึงให้ใบปัดแนบสนิทกับกระจก ซึ่งรับแรงจากคันโยก และมอเตอร์ ตัวนี้มีราคาสูงกว่าใบปัด การยกก้านเมื่อจอดตากแดด สปริงจะถูกดึงให้ยืดออกตลอดเวลาอายุการใช้งานสั้น ลง ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมหลายเท่าถ้าต้องเปลี่ยนทั้งชุด

ข้อที่ 4
(ผิด) รถติดไฟแดงคาเกียร์ D ไว้ดีกว่าเปลี่ยนเกียร์ว่าง

(ถูก) หยุดรถก็โอเค แต่ถ้าติดไฟแดงนานก็ต้องระวังชนคันหน้า


ในกรณีรถติดไฟแดง ผู้ขับรถที่ใช้เกียร์ธรรมดาจะปลดเกียร์ว่างและเหยียบเบรค ป้องกันรถไหล คงจะไม่มีใครเหยียบคลัทช์ และเบรค ใส่เกียร์คาไว้ให้เมื่อยขา ขณะที่ผู้ขับรถเกียร์อัตโนมัติ กลับมาพฤติกรรมที่แตกต่างกัน กลุ่มแรก เหยียบเบรคโดยคาเกียร์ไว้ที่ตำแหน่ง D กลุ่มที่ 2 เบรคเหมือนกัน แต่เลื่อนตำแหน่งคันเกียร์มาที่เกียร์ว่าง N กลุ่มสุดท้าย ดัดคันเกียร์มาอยู่ที่ P ไม่เหยียบเบรค

ถ้าติดไฟแดงนาน ๆ กลุ่มแรก ต้องระวังมากที่สุดเพราะถ้าขยับตัวแล้วเท้าหลุดจากแป้นเบรค รถอาจพุ่ง
ไปชนคันหน้า กลุ่มที่ 2 เบาหน่อยแค่เมื่อย ส่วนกลุ่มสุดท้ายสบายใจได้แต่อาจจะไม่สะดวกกับการใช้งาน
วิธีดีที่สุด คือ เกียร์ว่าง และเหยียบเบรค

ข้อที่ 5
(ผิด) ฝนตกขับ 4 ล้อเกาะกว่า...2 ล้อ

(ถูก) อย่าใช้ระบบขับเคลื่อนผิดประเภท จะได้ไม่ต้องเสียใจ


ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นอาจจะช่วยให้รถเกาะถนนมากกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแต่สำหรับรถที่ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์หรือ ตามต้องการ ในรถพิคอัพหรือพีพีวีที่มีชุดส่งกำลังแยกเพื่อส่งกำลัง ไปยังล้อหน้า กำลังจากล้อหลังจะถูกแบ่งมายังล้อหน้า อาการท้ายปัดหรือล้อหลังฟรีก็จะน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกาะถนนดี เมื่อต้องเลี้ยวในความเร็วสูง ล้อหน้าที่ถูกล็อคให้หมุนจะเลี้ยวได้น้อยลง ทำให้ต้องใช้วงเลี้ยวที่กว้างขึ้นจึงมีรถประเภทนี้หลุดโค้งให้เห็นกันเป็น ประจำ

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์มีไว้เพื่อช่วยให้รถสามารถผ่านทางทุรกันดารได้ง่ายขึ้น ต่างกับพวกที่เป็นฟูลล์ไทม์หรือ ตลอดเวลา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการยึดเกาะถนน

ข้อที่ 6
(ผิด) เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินข้ามแยก
(ถูก) เวลาข้ามแยก รอให้รถว่าง และไม่เปิดไฟฉุกเฉิน


ถ้าคุณเปิดไฟฉุกเฉิน รถทั้งด้านซ้าย/ขวา ต่างก็จะเห็นสัญญาณไฟเลี้ยวเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น รถทางขวาอาจจะจอดให้ไป แต่สำหรับทางซ้ายอาจคิดว่าคุณจะเลี้ยวซ้ายจึงไม่หยุด ให้อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจผิด จากการใช้สัญญาณไฟแบบผิดที่ผิดทาง

ข้อที่ 7
(ผิด) ฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัดต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
(ถูก) อาจสร้างความสับสนให้ผู้ร่วมทาง ไฟฉุกเฉินใช้เวลาจอดฉุกเฉิน


ใน สภาพอากาศที่ไม่ดี และทัศนวิสัยแย่มาก จนมองแทบไม่เห็นรถคันหน้าการชะลอความเร็ว เปิดไฟหน้าและทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน ทำให้รถที่วิ่งสวนทางมาเข้าใจผิดคิดว่ามีรถจอดเสียอยู่ทางซ้ายริมถนน และหักหลบไปทางขวา ซึ่งเป็นไหล่ทาง กว่าจะเห็นอาจจะสายเกินไปไม่ลงไปข้างทางก็อาจพุ่งข้ามช่องทางมาชน หรือถ้าหยุดรถก็ขวางทาง และเกิดอุบัติเหตุ

การ ใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือไฟผ่าหมาก ควรใช้เฉพาะเวลาที่รถเสียและต้องจอดอยู่ริมถนน เพื่อบอกให้เพื่อนร่วมทางที่สัญจรผ่านไปมา ใช้ความระมัดระวัง

ข้อที่ 8
(ผิด) ผ้าเบรคแข็ง หรือ ผ้าเบรคเนื้อแข็ง ไม่ดี
(ถูก) ไม่แน่เสมอไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ


ความเข้าใจผิดๆ เรื่องผ้าเบรค ที่ว่าผ้าเบรคอ่อนดีกว่าแข็งเกิดจากบรรดาช่างซ่อมรถที่ไม่ได้อธิบายให้เจ้าของรถเข้าใจ

การผสมเนื้อผ้าเบรคให้ใช้งานได้ดี ใช้วัสดุนานาชนิดและมีส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติของผ้าเบรค และมักจะขัดแย้งกันเองถ้าเน้นข้อดีข้อใดขึ้นมาก็มักจะมีข้ออื่นด้อยลง ไป เช่น การใช้ส่วนผสมที่เบรคหยุดดี ก็จะกินเนื้อจานเบรคมาก หรือร้อนจัด หรือไม่เนื้อผ้าเบรคก็สึกเร็ว พอทำให้สึกช้า ก็แข็ง เบรคไม่ค่อยอยู่ หรือมีเสียงรบกวน ส่วนผ้าเบรคเนื้ออ่อนที่มีจุดเด่นเรื่องไม่กัดกินเนื้อจานเบรค

ข้อที่ 9
(ผิด) นั่งชิดพวงมาลัยเพื่อให้มองเห็นหน้ารถ
(ถูก) อันตราย ตัวอาจกระแทกกับพวงมาลัยบาดเจ็บ


ผู้ที่นั่งใกล้พวงมาลัยเกินไป มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องความปลอดภัยในการขับรถ และได้รับการ สอนท่านั่งมาแบบผิด ๆ ลำตัวที่อยู่ชิดกับพวงมาลัย นอกจากจะทำให้หมุนพวงมาลัยไม่ถนัดเพราะแขนงอมากเกินไป ยังเพิ่มความเสี่ยงให้แกตัวผู้ขับ ที่อาจจะบาดเจ็บจากการที่ลำตัวกระแทกกับ พวงมาลัย และแรงระเบิดจากถุงลมนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ข้อที่ 10
(ผิด) สอดมือหมุนพวงมาลัยถนัด เบาแรง และปลอดภัย
(ถูก) ไม่ถนัดจริง และอันตราย ไม่ควรทำ


การหงายมือล้วงหรือสอดมือจับพวงมาลัย เพื่อเลี้ยวรถเป็นการออกแรงดึงเข้าหาตัว จึงทำให้รู้สึกว่าออก
แรงน้อยกว่าการจับแบบคว่ำมือหมุน แต่การทำแบบนั้นมี อันตราย มาก ถ้าหากล้อหน้าเกิดสะดุดก้อนหิน
และเกิดมือหลุดจากพวงมาลัย

ข้อที่ 11
(ผิด) เกียร์ ซีวีที ขับยากและกินน้ำมันกว่าเกียร์ทั่วไป
(ถูก) ขับง่ายและประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วไป


การไม่สามารถเข้าใจเหตุผล ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ผู้ที่ขับรถใช้เกียร์ซีวีที บอกว่าขับแล้วรู้สึกเหมือนขับรถที่เกียร์ หรือระบบขับเคลื่อน มีปัญหา ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีโดยเฉพาะตอนที่ขับด้วยความเร็วคงที่แล้วกดคันเร่ง เพิ่ม เกียร์จะเลือกอัตราทดที่เหมาะ ทำให้ความเร็วเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทันที แต่ความเร็วรถยังเท่าเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนรถคลัทช์ลื่น

การขับแบบประหยัดเชื้อเพลิง ให้เหยียบคันเร่งไม่ลึกนักขณะออกรถและรักษาระยะที่เหยียบไว้ ช่วงแรก
เครื่องยนต์จะส่งกำลังผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์ พอล้อรถหมุนเร็วพอสมควรและไม่ต้องการความช่วย
เหลือจากทอร์คคอนเวอร์เตอร์แล้วระบบต่อตรงส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังจานทรงกรวย ตัวขับก็จะ
ทำงาน จากนั้นระบบควบคุมจะลดระยะห่างของจานทรงกรวยคู่ที่เป็นตัวขับเป็นการลดอัตราทด เพื่อเพิ่ม
ความเร็วรถ โดยที่ความเร็วของเครื่องยนต์ค่อนข้างคงที่ ยกตัวอย่างเช่นประมาณ1,800 รตน.
ความเร็วจะเพิ่มขึ้นตาม ส่วนเดียวกับที่อัตราทดของเกียร์ลดลงจะได้ความเร็วประมาณ 60-70 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดของการเหยียบคันเร่งของเราเท่านี้
เยี่ยมไหมครับ

ข้อที่ 12 
(ผิด) ต้องเปลี่ยนไส้กรองทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
(ถูก) ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกครั้ง แต่ถ้าเปลี่ยนได้ก็ดี


ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรป แนะนำให้เปลี่ยนพร้อมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้ง แต่โรงงานผลิตรถ
ยนต์ของญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย แนะนำให้เปลี่ยนไส้กรอง หรือหม้อกรองทุก ๆครั้งที่ 2 ของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

ถ้าคำนึงถึงคุณภาพของน้ำมันเครื่องยุคปัจจุบันแล้ว น้ำมันเครื่องหมดอายุแล้วในหม้อกรองน้ำมันเครื่อง
จำนวน หนึ่งปนเปื้อนไม่ถึงกับให้โทษในด้านการหล่อลื่นหรือทำความสะอาดภายในเครื่อง ยนต์ แต่เมื่อคำนึงถึงราคาหม้อกรอง หรือไส้กรอง ซึ่งถูกกว่าราคาน้ำมันเครื่องแล้วควรเปลี่ยนทุกครั้งเพื่อให้น้ำมันเครื่อง สะอาดที่สุด และทำหน้าที่รักษาเครื่องยนต์ของเราจะดีกว่า

ข้อที่ 13
(ผิด) น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% คุ้มกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา
(ถูก) ราคาแพงกว่าใช้ได้นานกว่า แต่จะคุ้มหรือไม่อยู่ที่การใช้งาน


จุดเด่นแรกของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์อยู่ที่ค่าความหนืดต่ำที่อุณหภูมิต่ำ จึงไหลไปหล่อลื่นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มติดเครื่องยนต์ในสภาพเย็นจัด เช่น ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสซึ่งสภาวะเช่นนี้ไม่มีในประเทศไทย

ข้อดีประการที่ 2 คือทนต่อความร้อนสูงที่ผนังกระบอกสูบได้ดีกว่า จึงมีอัตราการระเหยเป็นไอได้ น้อยกว่าน้ำมันเครื่อง ธรรมดา อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องน้อย

จุดเด่นอีกข้อของน้ำมันเครื่อง สังเคราะห์ คือ การมีค่าดัชนีความหนืดสูง จึงไม่ใส เกินไปเมื่อถูกความร้อนจัด น้ำมันเครื่องสังเคราะห์จึงมีสารปรับดัชนีความ หนืดผสมอยู่ในอัตราที่ น้อยกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา เนื่องจากสารปรับดัชนี ความหนืดนี้เสื่อมสภาพได้ง่ายตามอายุใช้งานยาวนานกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา มาก

เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% กับราคาน้ำมันเครื่องธรรมดา ระดับคุณภาพสูง
สุดน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จะมีราคาสูงกว่าราว 2 ถึง 4 เท่าจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่า คุ้มกว่าน้ำมัน
เครื่องธรรมดา ยกเว้นพวกชอบใช้ของแพง ได้จ่ายเงินมากแล้วมีความสุข ผู้ที่ต้องการถนอมให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยที่ สุด โดยไม่คำนึงถึงราคาว่าคุ้มหรือไม่ น้ำมันเครื่องมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนดน่า จะเป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้ได้คุ้มค่า และเพียงพอกับความต้องการแล้ว

ข้อที่ 14
(ผิด) ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่ทุก ๆ 5,000 กม
(ถูก) ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำมันเครื่องและความต้องการของเครื่องยนต์


ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายกำหนดมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่เครื่องยนต์แต่ ละ รุ่นต้องการใช้ อยู่ในคู่มือประจำรถ และกำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องไว้แตกต่างกันด้วย รถยนต์ของค่าย ญี่ปุ่น จะมีกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เช่น ทุก ๆ 5,000 กม. และ 10,000 กม. ส่วนรถค่ายยุโรปส่วนใหญ่ที่เครื่องยนต์ใหญ่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำและ มาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเครื่องไว้สูง เช่น ระดับ SJ สำหรับเครื่องยนต์เบนซินจะกำหนดระยะทางถึง 15,000 กม. หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบันกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่มีระยะมากที่สุด เป็นของรถเปอโยต์ คือ ทุก ๆ 30,000 กม. แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนก่อนเวลาก็ไม่ได้ทำให้เสียหายเพียงแต่เปลืองเงินกว่าที่ควร เท่านั้นเอง

ถ้าใช้น้ำมันเครื่อง ธรรมดา คุณภาพสูง แล้วใช้งานหนักมาก เปลี่ยนทุก 5,000 กม. ถ้าใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% เปลี่ยนทุก 10,000 กม. หากใช้งานเบากว่านี้ เพิ่มระยะทางได้ตามความเหมาะสม

ข้อที่ 15
(ผิด) ดีเซลมีระยะการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเท่ากับเบนซิน
(ถูก) อุณหภูมิภายในไม่เท่ากัน อายุการใช้งานก็ต่างกันด้วย


การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ก่อให้เกิดเขม่ามากกว่าในเครื่องยนต์เบนซิน ผงเขม่าขนาดเล็กสามารถลอด ผ่านกระดาษกรองของหม้อกรองน้ำมันเครื่องได้ เมื่อสะสมแขวนลอยอยู่ในน้ำมัน เครื่องมากขึ้น จะทำให้น้ำมันเครื่องมีค่าความหนืดสูงขึ้น คุณสมบัติในการหล่อลื่นจึงลดลง

เครื่องยนต์ดีเซลระบบฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ หรือไดเรคท์อินเจคชันยุคใหม่มีเขม่าน้อยกว่าแบบพรีแชมเบอร์มาก กำหนดเปลี่ยน น้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์แบบนี้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์เบนซิน

ข้อที่ 16
(ผิด) เติมน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงปนกับน้ำมันเครื่องทั่วไปจะได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น
(ถูก) การผสมไม่ได้ช่วยให้คุณภาพดีขึ้นใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพมาตรฐานจะดีกว่า


การ นำน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสุดสักครึ่งลิตรมาผสมกับน้ำมันเครื่องคุณภาพ ปานกลาง ก็ไม่สามารถเพิ่มคุณภาพขึ้นมาได้ เอาเงินส่วนนี้ไปทำประโยชน์ส่วนอื่นจะดีกว่า เช่นเดียวกับการเอาน้ำมัน เครื่องคุณภาพต่ำมาเติมผสมลงไปในน้ำมันเครื่องชั้น ดีราคาสูง ซึ่งจะทำให้ส่วนผสมของสารเพิ่มคุณภาพในน้ำมันเครื่องเสียสมดุลไป เท่ากับน้ำมันเครื่องทั้งหมดคุณภาพต่ำไป

การเติมน้ำมันเครื่องใหม่เมื่อน้ำมันเครื่องเดิมใกล้จะถึงกำหนดเปลี่ยนถ่าย นั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการใช้งาน เพียงระยะสั้น
ทางที่ดีเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลยจะคุ้มกว่า

ข้อที่ 17 
(ผิด) ใช้น้ำมันเครื่องราคาถูกแต่เปลี่ยนบ่อย ๆ ช่วยถนอมเครื่องยนต์
(ถูก) ถ้าเจอน้ำมันเครื่องปลอม ไม่มีคุณภาพ อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย


ไม่ควรนำน้ำมันเครื่องราคาถูกมาเปลี่ยนบ่อย ๆ เช่น ทุก 3,000 หรือ 4,000 กม. แทนน้ำมันเครื่องมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด เพราะในประเทศเราที่ไม่มีหน่วยงานควบคุม และตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันเครื่อง อยู่เลย แม้น้ำมันเครื่องระดับคุณภาพสูงที่เราซื้อมา ก็อาจเป็นของปลอมที่กรองและฟอก สีมาจากกากน้ำมันเครื่องใช้แล้วก็ได้

วิธีถนอมเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด คือ เลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสุดก่อนอื่นต้องเลือก ยี่ห้อ และสถานที่
จำหน่าย ที่น่าไว้วางใจได้ เลือกระดับคุณภาพ แล้วจึงดูระดับความหนืด หรือความข้นของน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับอุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองไทย เช่น 10W-40/15W-40/15W-50 หรือ 20W-50

ระดับคุณภาพที่รู้จักกันแพร่หลายใ นประเทศไทย คือ ระดับคุณภาพตามมาตรฐานของ API (American Petroleum Institute) ถ้าเป็นรถใช้เครื่องยนต์เบนซินควรใช้น้ำมันเครื่อง ระดับคุณภาพ SJ หรือ อย่างน้อย SH ถ้าเป็นรถใช้เครื่องยนต์ดีเซล ควรเลือกระดับ CG-4 หรืออย่างน้อย CF-4

ข้อที่ 18 
(ผิด) แบทเตอรี่ลูกใหญ่ สตาร์ทติดง่าย
(ถูก) แบทเตอรี่ขนาดไหนก็ใช้ไฟเท่าเดิม


การใช้แบทเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ขณะที่องค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งเครื่องยนต์ไดสตาร์ท และไดชาร์จ
ยังมีขนาดเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากจะเป็นความสิ้นเปลืองที่เกินกว่า ความจำเป็น เพราะความต้องการไฟในการสตาร์ทเครื่องยนต์ยังเท่าเดิมแล้ว ยังอาจส่งผลเสีย กับไดชาร์จในอนาคต

แบทเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่มากเกินไปไม่เพียงต้องทำให้เจ้าของรถต้องดัดแปลงแท่น วางแบทเตอรี่ใหม่เท่านั้น ยังอาจส่งผลให้ไดชาร์จทำงานเต็มกำลังตลอดเวลา เพื่อบรรจุไฟเข้าไปเก็บในแบ ทเต
อรี่ ซึ่งจะหยุดก็ต่อเมื่อไฟเต็มแบตเตอรี่ ในปัจจุบันแม้มีขนาดที่เล็กแต่ก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้แบทเตอรี่ลูกใหญ่

ข้อที่ 19
(ผิด) ปิดพัดลมแอร์ก่อนดับเครื่องยนต์ จะใช้ให้แอร์ไม่เสียเร็ว
(ถูก) ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ ก่อนดับเครื่อง ช่วยยืดอายุตู้แอร์


ระบบทำความเย็นทั้งภายในรถและอาคาร อาศัยหลักการถ่ายเทความเย็น และระบายความร้อน ซึ่งตู้แอร์ หรือคอยล์เย็น จะมีสารทำความเย็นบรรจุอยู่ภายใน โดยมีพัดลมทำหน้าที่เป่าลมการปิดพัดลมก่อน
ดับเครื่อง ความเย็นยังคงอยู่ภายในระบบ ตู้แอร์จึงชื้น และกลายเป็นที่สะสมฝุ่นละออง ซึ่งจะทำให้ลม
ผ่านได้ไม่สะดวก เกิดการอุดตัว และตู้รั่ว

การเปิดคอมเพรสเซอร์ หรือปิดสวิทช์ AC ก่อนดับเครื่องยนต์อย่างน้อย 5-10 นาที จะช่วยไล่ความชื้น
ในตู้แอร์ ไม่เป็นที่สะสมฝุ่น นอกจากจะช่วยยืดอายุตู้แอร์ ยังช่วยลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่มักเกิดขึ้น
พร้อม ๆ กับความชื้นอีกด้วย

ข้อที่ 20
(ผิด) แก็สโซฮอล์สิ้นเปลืองกว่าเบนซิน 95 เพราะระเหยได้ง่ายกว่า
(ถูก) แอลกอฮอลล์มีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่าของเบนซิน


การที่แก็สโซฮอล์สิ้นเปลืองกว่าเพราะแอลกอฮอล์มีพลังงานสะสมในตัวมันน้อย กว่า เมื่อเทียบมวลเท่ากัน เช่น มีพลังงานกี่กิโลแคลอรี่ต่อมวลหนึ่งกิโลกรัมเท่ากัน หรือกล่าวได้ว่า แอลกอฮอล์มีความหนาแน่นของพลังงาน หรือค่าความร้อน (Heating Value) ต่ำกว่าของเบนซิน เกี่ยวกับการระเหยง่ายอย่างที่หลายคนคิด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ น้ำมันเบนซินซึ่งระเหยง่ายมาก และน้ำมันดีเซลซึ่งระเหยยากมาก แต่มี
ความหนาแน่นของพลังงานหรือค่าความร้อนพอ ๆ กัน และมากกว่าของแอลกอฮอล์ประมาณเท่าตัว

ข้อที่ 21
(ผิด) ไส้กรองอากาศไม่ต้องเปลี่ยน แค่เป่าลมก็ใช้ได้
(ถูก) เปลี่ยนใหม่ดีกว่า ช่วยประหยัดค่าน้ำมันอีกด้วย

การใช้ลมเป่าไส้กรองอากาศที่นิยมทำกัน เมื่อมีฝุ่นติดเต็ม จนมองไม่เห็นสีเดิม วิธีนี้ช่วยให้ฝุ่นละอองเบา
บางลง อากาศไหลผ่านได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าเป่าแรงเกินไปแผ่นกรองอาจเสียหายจนใช้ งาน ต่อไม่ได้ เพราะมีรูกว้างจนฝุ่นขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าไปได้ คิดแล้วไม่คุ้ม ยอมจ่ายเงินซื้อของใหม่มาใส่จะคุ้มกว่า การล้างคาร์บูเรเตอร์หรือหัวฉีด แถมยังประหยัดค่าน้ำมันทางอ้อมอีกด้วย

ข้อที่ 22
(ผิด) เปลี่ยนกรองเปลือย และหัวเทียน ทำให้รถแรงขึ้น
(ถูก) ช่วยได้เพียงเล็กน้อย และไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป


การเปลี่ยนกรองอากาศมาเป็นแบบกรองเปลือย ที่ไม่มีกล่องป้องกันฝุ่นและท่อนำอากาศ
อาจจะช่วยให้อากาศเข้าได้สะดวกขึ้น แต่ความหนาแน่นของมวลอากาศน้อยลงเพราะอุณหภูมิความร้อน
ภายในห้องเครื่องยนต์ ซึ่งปริมาณอากาศกับห้องเผาไหม้เท่าเดิม จึงให้กำลังตกลงเมื่อเครื่องร้อน
อีกทั้งมีฝุ่นละอองมากทำให้ต้องล้างหรือทำความสะอาดบ่อย ๆ

การใช้หัวเทียนใหม่ช่วยให้การจุดระเบิดสมบูรณ์ แต่ไม่ได้เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงกว่ามาตรฐานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนดไว้

ข้อที่ 23
(ผิด) รถที่ใช้จานเบรค 4 ล้อปลอดภัยกว่ารถที่ใช้ดุมเบรคหลัง
(ถูก) ขึ้นอยู่กับนิสัยการขับขี่ของผู้ขับ


หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าจานเบรคใช้ได้ดีกับรถทุกรุ่นทุกขนาดแม้ว่าคุณสมบัติ ที่ดีของจานเบรคคือ ระบายความร้อนได้เร็วส่วนใหญ่ผู้ผลิตรถจึงใช้กับล้อหน้าที่ผ้าเบรคจับตัวจาน เบรคแทบจะตลอดเวลา ดุมเบรคที่ระบายความร้อนได้ช้ากว่าเพราะมีฝาครอบ แต่มีพื้นที่สัมผัสมากกว่า จานเบรคและไม่
มีปัญหาเบรคล็อคเหมือนจานเบรคใช้ในล ้อหลัง รถที่ใช้งานแบบทั่วไป รวมทั้งรถที่มีระบบเอบีเอส
ซึ่งวิศวกรผู้ผลิตรถยนต์จะเลือกใช้จานเบรคตามความเหมาะสม

การที่เจ้าของรถนำรถไปดัดแปลงใช้จานเบรคในล้อหลัง ต้องระวัง เพราะหากล้อหลังหยุดก่อนล้อหน้า
อาจทำให้รถหมุนได้

ข้อที่ 24
(ผิด) เติมน้ำยาหล่อเย็นจะทำให้หม้อน้ำรั่ว
(ถูก) น้ำยาเติมหม้อน้ำช่วยลดตะกอนและควบคุมอุณหภูมิ


น้ำยาเติมหม้อ หรือน้ำยาหล่อเย็น (Coolant) ถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้หม้อน้ำ และปั๊มน้ำรั่วอยู่เสมอนั่นก็เพราะผู้ใช้รถจะพบปัญหาเหล่านี้หลังจากที่ได้ เติมน้ำยาหล่อเย็น ซึ่งในความเป็นจริงเกิดจากระบบหล่
อเย็นของรถขาดการบำรุงรักษามาเป็นเวลานาน หรือใช้น้ำที่มีค่าเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป จนเกิดการผุกร่อน

ดังนั้นเราควรบำรุงรักษาหม้อน้ำด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาในระบบหล่อเย็นปีละครั้ง
รวมทั้งทำความสะอาดถังพักน้ำด้วย ส่วนการผสมน้ำยาหล่อเย็น
ควรทำตามอัตราส่วนที่ผู้ผลิตระบไว้

ข้อที่ 25
(ผิด) เดินทางไกลลมยางอ่อนดี

(ถูก) ลมน้อย ยางมีโอกาสระเบิด


คู่มือการใช้และดูแลรักษายางรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นค่ายไหนก็แนะนำตรงกันว่าผู้ใช้รถควรเติมลมยางตาม
มาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ และให้เพิ่มแรงดันลมยางให้สูงขึ้นอีก 2-3 ปอนด์ เมื่อต้องเดินทาง
ไกล ลมยางที่อ่อนกว่ามาตรฐานกำหนด นอกจากจะทำให้ยางด้านนอกสึกมากกว่าด้านในแล้วยังอาจส่งผลเสียกับ โครงสร้างยางได้ มีโอกาสเกิด ยางระเบิดมากกว่าหรือใกล้เคียงกับยางที่มีแรงดันลมยางเกินกำหนด เพราะอุณหภูมิความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีของหน้ายาง และฉีกขาดได้ง่าย

เรื่องเหล่านี้ เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้ใช้รถกระทำด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถ้า สามารถแก้ไขได้ ก็จะช่วยประหยัดความสิ้นเปลือง และค่าใช้จ่ายได้มาก

10 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับใช้มอเตอร์ไซค์

1 เอายางรถแข่งมาใส่จะทำให้วิ่งเร็วกว่า

อัน นี้เป็นความเชื่อที่ไม่จริงนะครับ การเอายางรถมอไซค์สำหรับสนามแข่งมาใส่วิ่งบนถนนธรรมดานั้นไม่ได้เร็วไปกว่า เดิม เนื่องจากยางสำหรับสนามแข่งนั้นถูกออกแบบให้ระบายความร้อนออกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบรกก่อนเข้าโค้ง หรือการเร่งอย่างแรงก่อนออกจากโค้ง ยางรถแข่งจะด้านหนึ่งจะเย็นกว่าอีกด้านเพราะสนามส่วนใหญ่เป็นเลข 0 ไม่ใช่เลข 8 จึงเข้าโค้งอยู่ด้านเดียว ลองคิดดูแล้วกันว่าหากติดไฟบนถนนลาดยาง ยางจะเย็นขนาดไหน

การที่ยาง จะยึดเกาะได้ดีนั้นท่านจะต้องใส่ไว้กับเครื่องอุ่นยาง เอาออกมาใส่รถทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ ต้องถอดยางเก็บก็จะวุ่นวายขึ้นไปอีก ดังนั้นหากขับบนท้องถนนทั่วไปก็ใช้ยางให้เหมาะสม ยางสนามแข่งเหมาะสำหรับสนามแข่งเท่านั้น

2 มอไซค์ที่แพงกว่าย่อมดีกว่า

ปกติแล้วสินค้าไม่ว่าจะเป็นอะไร ถ้าแพงกว่าแล้วมักจะดีกว่าตามราคาของมัน แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใช่
อย่าง น้อยก็มอไซค์ของอิตาลี่หละที่แพงแต่ใช่ว่าจะดี อย่างมอไซค์ Ducati Monster 696 ราคาไม่แพงแต่คุณภาพดีน่าขับมาก แต่มอไซค์ที่แย่สุดของ Ducati คือ Panigale R ที่เขาสร้างไว้ให้แข่งชนะ ดูสวย เทห์ แพง ใครๆ ก็อยากขับ

แต่ คันมันใหญ่ ขับยาก แถมราคาแพงลิบ ดังนั้นใครว่าแพงแล้วดี คิดผิดแล้วครับ ยิ่งเป็นรถคลาสสิคแล้วละก็แพงหลายเท่า แต่ขี่แล้วไม่มันส์เหมือนรถรุ่นใหม่ๆเลย

3 อุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากคนขับรถยนต์

แม้ คนขับรถยนต์จะดูเป็นพวกขับแบบระห่ำ ไม่มองอะไร เห็นว่าเป็นรถคันใหญ่สี่ล้อไม่มีทางล้ม แต่ส่วนใหญ่แล้วเพราะความใหญ่ของรถ เขาก็จะขับตามกฏเกณฑ์ หาที่กลับรถ ไม่ค่อยจะย้อนศรเพราะรถมันใหญ่แล้วหลบยาก ทำให้พวกเขาที่ขับรถยนต์ต้องทำตามกฏกันโดยปริยาย ดังนั้นเวลาเราขับมอเตอร์ไซค์ใกล้พวกเขาเราก็จะวางแผนได้ถูกว่าจะไปแซงซ้าย หรือแซงขวาดี ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาขับไม่ค่อยจะตามกฏเท่านั้น เพราะจะเอายากว่าพวกเขาจะไปทางไหน

แต่อุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์ส่วน ใหญ่แล้ว ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับรถยนต์เท่าไหร่ มักจะชนกับมอเตอร์ไซค์กันเองมากว่า ยกเว้นพวกตัดหน้า ย้อนศร กินเลน อันนี้คือการถามหาอุบัติเหตุอยู่แล้ว สถิติการเกิดอุบัติเหตุของตำรวจระบุว่า การขับขี่เป็นกลุ่มนั้นอันตรายที่สุด เพราะมักจะเกี่ยวกันเอง แซงกันผิดคิว ลองสังเกตุดู ส่วนใหญ่เราหกเราล้ม เพราะตัวเราเองมากกว่า เช่นหลบรถยนต์ก็ล้มได้ การชนจังๆ จะเป็นกรณีแถวแยกไฟแดงที่่ต่างคนต่างรีบเท่านั้น

4 เมื่อรถยนต์หลบให้ไม่ใช่เพราะพวกเขาสุภาพ

แต่ พวกเขารำคาญมากกว่าที่อยู่ดีๆ มีมอเตอร์ไซค์มาป้วนเปี้ยนอยู่ด้านหลัง จะแซงซ้ายหรือแซงขวาก็ไม่ไปซะที เกิดสุนัขวิ่งตัดหน้าต้องเบรกกะทันหัน คนขับมอไซค์ข้างหลังเบรกไม่ทันก็ปลิวมาทับกระโปรงหน้าอีก ถ้ามีรถยนต์ตามหลัง เขามาชนก็แค่รถพัง และพังแค่ด้านหลัง แต่ถ้ามอไซค์มาชน ด้านหลังพัง ด้านหน้าก็พังเพราะคนขับลอยมา

ดังนั้นการแซงเขาไปแล้วโบกมือขอบคุณจะเป็นการดีที่สุด เพราะคนขับรถยนต์กำลังอารมณ์เสียอยู่

5 เครื่อง V-Twin เกาะถนนได้ดีกว่าเครื่องสี่สูบเรียงแถว

อี มจริงหรือเปล่า อันนี้ต้องแล้วแต่ว่าถามใคร แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าการเว้นระยะระหว่างจังหวะจุด ระเบิดนั้นอาจจะมีเวลาพอให้ล้อหลังได้กลับมามีความยึดเกาะถนนได้ดีขึ้นหรือ ไม่ บางคนก็ว่าสำคัญ บางคนก็แค่ยักคิ้วไม่ตอบ

แนวความคิดนี้เริ่มจาก ยุคต้นปี 90 ที่ Ducati ขนะการแข่ง WSB หลายสนามและบอกว่าเป็นเพราะเครื่องแบบ V4 แต่ตอนนั้นคนขับก็อาจจะมีผลด้วย แต่ความเชื่อก็มีอยู่ว่า ด้วยเครื่อง V-Twin จะมีการเว้นเวลาช่วงหนึ่งก่อนที่จะกลับมาจุดระเบิดอีกรอบทำให้มีการยึดเกาะ ที่ดีกลับคืนมา แต่บางคนก็เถียงว่าการจุดระเบิดอย่างต่อเนื่องแบบเครื่องสูบเรียงไม่ดีกว่า เหรอ

ยังไงประเด็นนี้ก็ยังพิสูจน์ยากว่าใครจะดีกว่าใคร ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อในประเด็นใดประเด็นหนึ่งนะครับ

6 คนขับเก่งๆ ไม่จำเป็นต้องมี ABS

ถ้า คุณเคยขับรถมี ABS  ถ้าคุณเบรกได้ดีกว่า หรือบอกได้ว่าตอนไหน ABS ทำงานหรือไม่ทำงาน   ABS ก็จำลองมาจากการทำงานของระบบเบรคที่ดีและสมบูรณ์แบบในสภาวะไม่ปกติ คือเบรคเต็มที่ จนล้อเกือบล็อคหรือล็อคนิดหนึ่งแล้วปล่อย  เพื่อประสิทธิภาพในการเบรค และป้องกันการแถ จนควบคุมไม่ได้   ฉะนั้น ABS ดีที่สุดครับสำหรับมอเตอร์ไซค์ โอกาสในการลื่นไถลจะมีน้อยมาก


7 ไม่ใช่ความผิดของผม

ความ คิดนี้จะออกมาเสมอเวลาที่คุณกำลังไหลไปบนถนนพร้อมกับรถ หรือกำลังนอนให้มอเตอร์ไซค์ทับอยู่ มันช้าไปแล้วครับที่จะโทษคนอื่น ไม่ว่าจะเพราะมีน้ำมันนองถนน หรือกรวดหินเต็มถนน ไม่ใช่ความผิดของคนอื่นหรอกครับ คุณนั่นแหละที่เห็นแล้วไม่ระวังเอง คนอื่นๆยังไม่ล้มเลย แต่คุณกลับล้มซะเนี่ย



8  ควรถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งหลังเริ่มใช้รถ ระยะแรกเพื่อกำจัดเศษโลหะ

 ควร ถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งหลังเริ่มใช้รถ ระยะแรกเพื่อกำจัดเศษโลหะจากการเสียดสีของวาล์วและแหวนลูกสูบ ด้วยการใช้น้ำมันเครื่องทั่วไป แล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้   ในอดีต เครื่องยนต์ กระทำเพื่อชำระล้างเศษโลหะที่ตกค้าง ภายในเครื่องยนต์ ภายหลังการเสียดสีของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ในช่วงแรก และเพื่อปรับวาล์วและแหวนลูกสูบให้เข้าที่ แต่ในปัจจุบัน เครื่องยนต์รุ่นใหม่ถูกผลิตให้เครื่องยนต์ฟิตและแน่นขึ้น ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งการเสียดสีและความสะอาดที่ดียิ่งกว่าเดิม เมื่อเทียบกันเครื่องยนต์ที่ผลิตเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ในปัจจุบันไม่จำเป็น ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน  และมอร์เตอร์ไซด์เหมาะสำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้มากที่สุด

9  “อย่าใช้เบรกหน้า”  เบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย

 “อย่า ใช้เบรกหน้า”  บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า  เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้ง สิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่า 50% ใช้เบรกไม่ถูกต้อง!!! ตั้งแต่เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์มา ได้รู้จักกับผู้ขี่มากมายหลากหลายทั้งรถเล็ก รถใหญ่ ทั้งเพิ่งเริ่มขี่จนถึงขี่มาเป็น 10 ปี มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นใช้เบรกไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีคนสอนเลยหัดเองและคิดว่าถูกต้องแล้วจึงทำแบบนี้มาตลอด, มีคนสอนแต่คนที่สอนเองก็ทำไม่ถูกเลยพาลผิดกันต่อไป, รวมทั้งการเบรคในการเข้าโค้งฯลฯ

10. ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
คน ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ ... อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ "เบรค" ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ 

การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ

การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร ง่ายๆ ครับ
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ "ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด" เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง...
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ

ทั้ง หมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสม กับความเร็ว  เพื่อไปต่อ Brake to slow, Gear to go. แค่นั้นเอง  

10 ข้อเท็จจริงของมอเตอร์ไซค์ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต

motorcycle_racer_road_sky_clouds_74424_3840x2160
สำหรับผู้ที่เริ่มเข้ามาสู่วงการมอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่เหล่านักบิดที่ชำนาญการแล้วก็ตาม แน่นอนว่าพวกคุณอาจจะเคยได้ยินทฤษฎีหรือทริคต่างๆ มามากมายเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ในการที่จะขี่มันให้เร็วขึ้นหรือแม้กระทั่งตอนรถเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่มันก็น่าจะถูกต้อง แต่ลองมาดูกันมั้ยว่าบางอย่างที่มันอาจจะทำให้คุณเข้าใจผิดมาตลอดมีอะไรบ้าง

1. คุณควรจะทิ้งรถคุณให้ล้มก่อนที่มันกำลังจะชน

ความเป็นจริงแล้วมันเกิดขึ้นได้ยากมาก อย่างหนึ่งก็คืออุบัติเหตุนั้นเวลาที่จะเกิดขึ้นมันรวดเร็วมากในชั่วพริบตา และแน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะคิดหรือทำให้รถเราล้มก่อนที่จะเกิดการชน ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่ควรจะทำก็คือตั้งสติให้อยู่และพยายามใช้เบรกหน้าและ หลังในการลดความเร็วก่อนเกิดการชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ต่างหาก
2. ยางสำหรับรถแข่งจะทำให้รถของคุณวิ่งได้เร็วขึ้นบนท้องถนน

ไม่ใช่เลย เพราะความจริงแล้วยางสำหรับรถแข่งบนสนามแข่งนั้นมีความแตกต่างกับยางที่ ถูกออกแบบมาสำหรับท้องถนนอย่างสิ้นเชิง ทั้งคุณสมบัติของเนื้อยางและการออกแบบดอกยาง โดยยางสำหรับวิ่งบนท้องถนนจริงๆ นั้นจะเกาะกับพื้นถนนที่ไม่ได้เรียบตลอดทางเหมือนกับในสนามแข่งได้ดีกว่า ทางที่ดีที่สุดคุณควรจะหายางสำหรับถนนในเกรดดีๆ มาใส่แทนยางติดรถเดิมของคุณ แค่นั้นก็เพียงพอต่อการทำให้รถของคุณวิ่งและเข้าโค้งได้ดีมากขึ้นแล้ว
3. รถมอเตอร์ไซค์นั้นมีขนาดเล็กกว่ารถยนต์หรือรถกระบะ ดังนั้นแล้วเครื่องตวรจจับความเร็วของตำรวจจะไม่สามารถจับได้

เพียงแค่รถมอเตอร์ไซค์นั้นมีขนาดเล็กกว่ายานพาหนะอื่นๆ บนท้องถนน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะหลบการตรวจจับเรดาร์ของตำรวจได้ เมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีของเครื่องตรวจจับความเร็วนั้นก็ได้พัฒนาไปมากขึ้น กว่าเดิมเยอะ ซึ่งเครื่องบางตัวนั้นแม้แต่แมลงบินผ่านมันก็ยังสามารถล็อคเพื่อตรวจจับความ เร็วได้ ดังนั้นแล้วทางที่ดีคุณก็ควรขับขี่ด้วยความเร็วตามกำหนดในแต่ละพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองด้วย
4. มันไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉัน

ไม่จริงหรือก อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกที่ ไม่ว่าคุณอาจจะเคยขี่มอเตอร์ไซค์มาเป็นสิบๆ ปีโดยไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเลย แต่จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด บางครั้งแม้แต่กับนักแข่งรถมืออาชีพยังเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยความไม่ คาดฝันได้ เพราะบางครั้งก็เกิดจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้จริงๆ อย่างเช่นมีรถคันอื่นมาเฉี่ยวมาชนเรา ดังนั้นแล้วต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องป้องกัน และมีสติ ไม่ประมาททุกครั้งที่ควบรถคันเก่งของคุณ
5. ระบบ Traction Control จะช่วยให้ขี่ได้เร็วขึ้น

มันทั้งใช่และไม่ใช่ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และยังไม่ค่อยมั่นใจในการขับขี่มากนัก คุณก็จะขับขี่มันไปเรื่อยๆ โดยการขับขี่ลักษณะนี้แทบจะไม่เปิดโอกาสให้ระบบ traction control ได้ทำงานเลย แต่ถ้าคุณเป็นประเภทนักบิดมือเก๋า ที่ขี่รถแบบหนักๆ แรงๆ มันมีโอกาสที่ระบบ traction control จะทำงานและมีผลให้รถคุณช้าลงกว่าเดิมในบางจังหวะได้ แม้ว่าจะเซ็ทการทำงานของระบบในระดับต่ำสุดก็ตาม
6. ยางใหม่นั้นถูกเคลือบมา ทำให้ยางลื่น ต้องเอามันออกด้วยการเอารถออกวิ่งในระดับความดันยางที่ต่ำกว่าปกติ

ไม่จริงเลย ที่ยางเหมือนกับถูกเคลือบมานั้นเป็นเพราะว่ามันถูกออกแบบมาอย่างนั้นจากโรง งานจริงๆ อย่าปล่อยลมออกให้ยางอ่อนกว่าปกติมากๆ แล้วเอาไปออกวิ่งตามความเชื่อเก่าๆ เพราะมันอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยางใหม่ที่เนื้อยางยังไม่เคยสัมผัสพื้นถนนจากการใช้ งานจริงๆ มาก่อนแล้วด้วย โอกาสที่ยางจะแตกในขณะวิ่งและทำให้รถคัณล้มนั้นมีสูงทีเดียว
7. ช่วงอายุ 18-25 ปีนั้นเป็นช่วงที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุมากที่สุดจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์

ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนริเริ่มทฤษฎีนี้ จริงอยู่ที่ว่าในช่วงอายุที่ว่านี้อาจจะเป็นช่วงที่เริ่มต้นในการขับขี่บิ๊ก ไบค์สำหรับบางคน และเป็นช่วงอายุที่ใจร้อนง่าย ทำให้การตัดสินใจบางอย่างอาจจะไม่ดีนัก แต่ความเป็นจริงแล้วอุบัติเหตุนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัยหากว่าเรา ประมาท ยิ่งถ้าเราอายุมากขึ้น 50+ แน่นอนว่าร่างกายย่อมที่จะไม่ฟิตเท่าสมัยวัยรุ่น รวมไปถึงสายตาที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมรถนั้นลดลง ดังนั้นแล้วเราต้องฟิตร่างกายและตรวจเช็คร่างกายเราให้พร้อมเสมอโดยเฉพาะยาม ที่อายุมากขึ้น และมีสติในทุกๆ ช่วงของอายุเรา
8. คุณอย่าไปคิดว่ารถคุณจะชน เพราะถ้าคุณคิดนั่นเท่ากับว่ามันจะชนจริงๆ

ข้อนี้ไร้สาระมาก จริงอยู่ที่ว่าเราไม่ควรจะเกร็งมากเกินไปเวลาขี่รถ แต่การไม่คิดเผื่อไว้เลยว่ารถที่อยู่เลนขวาหรือซ้ายของเราอยู่ๆ จะหักเปลี่ยนเลนส์กระทันหัน หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ ถ้าไม่คาดการณ์ล่วงหน้าหรือว่าระวังไว้บ้างยิ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ง่าย ดังนั้นควรจะมีสติให้มากที่สุดยามขับขี่รถ
9. ซื้อรถในฝันของคุณก่อนเลยสำหรับรถคันแรก และค่อยไปเรียนรู้วิธีการขับขี่มันทีหลัง

เป็นอีกข้อหนึ่งที่อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ลองคิดดูง่ายๆ ว่าเกิดรถในฝันของเด็กหนุ่มอายุเพียง 15 ปีที่ไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนดันเป็นเจ้า Hayabusa ที่มีขาดเครื่องยนต์ใหญ่โตถึง 1300 cc ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นหากว่าเขาซื้อมาใช้งานจริงๆ แน่นอนว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น นั้นย่อมมีโอกาสสูงกว่ารถที่ cc แค่ 100 – 300 ดังนั้นแล้วจึงมีการแบ่งรถออกเป็นหลายระดับ โดยเฉพาะในแบบ entry class ที่เหมาะกับมือใหม่มากที่สุด ซึ่งมือใหม่ควรจะเริ่มจากรถที่ซีซีไม่สูงมากนักก่อน เมื่อคล่องแคล่วแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นรถในฝันอีกที แม้ว่าคุณอาจจะต้องเสียเงินส่วนต่างมากขึ้นกว่าซื้อทีเดียวเลย แต่มันก็คุ้มค่ามากๆ หากจะช่วยหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดจากความไม่ชำนาญของเราได้
10. เพราะว่าคุณเองนั้นขี่บิ๊กไบค์และแต่งตัวด้วยชุดเต็มยศตั้งแต่หัวจรดเท้า นั่นเป็นเสน่ห์ที่ผู้หญิงไม่อาจจะต้านทานได้

นั่นอาจจะเป็นไปได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความสุขทุกครั้งและสามารถคุยกับคุณเกี่ยว กับเรื่องระบบช่วงล่างของมอเตอร์ไซค์ หรือมาถกกับคุณได้เป็นวันๆ ว่าเจ้า Monster 1200 หรือ Super Duke นั้นใครจะเจ๋งกว่ากัน และชอบที่จะออกเดทกับคุณทุกๆ ครั้งด้วยชุดเต็มยศของคุณ แต่ความเป็นจริงแล้ว หากว่าไม่ใช่ไบค์เกอร์ด้วยกันเองแล้ว ผู้หญิงทั่วไปแม้ว่าจะเข้ามาทำความรู้จักหรืออยากเป็นแฟนกับคุณผ่านทางเจ้า รถคันเก่งของคุณ แต่ในบางครั้งเธออาจจะอยากจะออกเดทกับคุณด้วยชุดสบายๆ หรือด้วยพาหนะอย่างอื่นบ้างมากกว่า

ความเข้าใจผิด ๆ ต้นเหตุอุบัติเหตุเหตุบนถนน

อุบัติเหตุเหตุบนถนน

ความเข้าใจผิด ๆ ต้นเหตุอุบัติเหตุเหตุบนถนน


           กะพริบไฟสูงเตือน

          ส่วนใหญ่ผู้ขับขี่มักใช้ในกรณีเตือนมิให้ผู้ขับรถในทางร่วม ตัดเข้ามาในทางตรง แต่ตามกฎหมายมิได้กำหนดให้ใช้การกะพริบไฟสูงกรณีขับรถ ผ่านทางร่วม เพราะแสงไฟอาจรบกวนสายตาผู้ที่ขับรถสวนทางมา ทำให้เข้าใจผิดจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

           เปิดไฟฉุกเฉินขณะข้ามทางแยก

          เพราะผู้ที่ขับรถมาทางด้านข้างจะมองเห็น ไฟกะพริบเพียงด้านเดียวเท่านั้น ซึ่งคล้ายกับการเปิดไฟเลี้ยว ทำให้ไม่ทันระวังจนเกิดการเฉี่ยวชนได้ เพี่อความปลอดภัยควรชะลอความเร็วและหยุดรถมอง จนแน่ใจว่าด้านซ้ายและขวาไม่มีรถ จึงขับรถผ่านไปได้

เปิดไฟตัดหมอกหรือสปอตไลต์

           เปิดไฟตัดหมอกหรือสปอตไลต์

           ให้เปิดใช้กรณีขับผ่านเส้นทางที่มืดมาก มีหมอกควันปกคลุมหรือทัศนวิสัยไม่ดี เพราะความสว่างของไฟจะรบกวนสายตาผู้ที่ขับสวนทางมา ทำให้มองเห็นทางไม่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้

           เปิดไฟเลี้ยวค้างไว้
           ให้เปิดไฟเลี้ยวเฉพาะกรณีจะเปลี่ยนเส้นทางเท่านั้น โดยเปิดล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 30 เมตร เพื่อเตือนรถคันหลังเพิ่มความระมัดระวัง

 เร่งความเร็ว

           เร่งความเร็วเมื่อเห็นสัญญาณไฟเหลือง

          ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุชนประสานงา เพี่อความปลอดภัย ให้ชะลอความเร็ว โดยแตะเบรกด้วยน้ำหนักและจังหวะที่เหมาะสมพร้อมทั้งหยุดรถหลังเส้นจราจรที่ กำหนด

           จอดรถโดยเปิดไฟฉุกเฉินในพื้นที่ห้ามจอด

          เป็นการทำผิดกฎหมายจราจร แม้จะเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อบอกให้ทราบว่าจอดชั่วคราวก็ตาม รวมทั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ เพื่อความปลอดภัยให้จอดในพื้นที่หรือบริเวณที่กำหนดเท่านั้น

อุบัติเหตุเหตุบนถนน

          นอกจากนี้ ขณะขับรถผู้ขับควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น คุยโทรศัพท์ พิมพ์ข้อความ ทานอาหาร แต่งหน้า และอุ้มเด็กนั่งตักขณะขับรถ เพราะจะทำให้ผู้ขับไม่มีสมาธิในการขับรถปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง การตัดสินใจในการควบคุมพวงมาลัยและเบรกช้าลง จึงเป็นเหตุเพิ่มความเสี่ยงต้อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

10 เรื่องลดความอ้วน ที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด

1. เมื่อคุณหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะกลายเป็นไขมัน
ความจริง: เซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ที่ต้องการพลังงานตลอดเวลา มันจึงเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราไม่ชอบครับ ร่างกายของเราจะทำให้มันโตเพียงพอแค่กับที่เราใช้งานมันเท่านั้น ถ้าคุณยกดัมเบล 10 กิโล มันก็จะเติบโตเพียงแค่ให้รองรับกับน้ำหนัก 10 กิโล และเมื่อคุณหยุดใช้งานมัน ร่างกายก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องรักษากล้ามเนื้อนี้ไว้ กล้ามเนื้อนั้นก็จะเล็กลง เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลง จึงส่งผลให้ปริมาณแคลอรี่ที่คุณควรได้รับต่อวันน้อยลงด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ถึงแม้จะหยุดออกกำลังกายไปแล้ว แต่ความอยากอาหารจะยังคงเท่าเดิม ดังนั้นแคลอรี่ที่เคยพอดีก็กลายเป็นส่วนเกินเก็บสะสมเป็นไขมัน จึงทำให้เราอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สรุป เซลล์กล้ามเนื้อกับเซลล์ไขมันเป็นคนละชนิดกัน ไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ เมื่อหยุดออกกำลังกาย เซลล์กล้ามเนื้อจะลีบลงทำให้เมตาบอลิซึมของร่างกายลดลง ดังนั้นถ้าคุณลดการกินลงให้พอดีกัน ก็จะไม่อ้วนอย่างแน่นอน

2. อาหารหรือเครื่องดื่มที่มี ไขมัน 0% ไม่ทำให้อ้วน
ความจริง: ในโลกนี้มีสารอาหารที่ให้พลังงานหลักอยู่ 3 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ ไขมัน การบริโภคสารอาหารทั้งสามมากเกินกว่าที่ร่างกายนำไปเผาผลาญได้ จะถูกเก็บสะสมเป็นไขมันทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ขนมที่เขียนติดไว้ว่า ไขมัน 0% ถ้ามันยังมีน้ำตาลอยู่ก็ทำให้อ้วนได้ครับ  ดังนั้นให้สังเกตุจากแคลอรี่รวม ที่ฉลากข้างหลังกล่องเป็นหลักว่าแคลอรี่มาก น้อยเท่าไร (เดี๋ยวนี้การตลาดเค้าบิ้วเก่งมากๆ เราจะต้องหยุดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจซื้อนะครับ)

3. ซิทอัพ ช่วยลดพุงและสร้าง ซิกแพค
ความจริง: มีคำกล่าวของฝรั่งว่า “abs are made in the kitchen” หรือ “กล้ามท้องอันสวยงามสร้างจากห้องครัว” ต่อให้เราเล่นกล้ามท้องหนักเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหาร ยังไงก็ไม่มีทางที่จะพุงจะยุบแน่นอนครับ การเล่นกล้ามท้อง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อภายในก็จริง แต่มันถูกครอบไว้ด้วยชั้นไขมัน เราจึงต้องทำให้ชั้นไขมันหายไปก่อนจึงจะเห็นกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ได้ (โดยปกติคนทั่วไปผู้ชายจะต้องมี Body Fat น้อยกว่า 12% และผู้หญิงน้อยกว่า 20% ถึงจะเริ่มเห็นกล้ามหน้าท้อง) ดังนั้นการทำให้ไขมันหายไป และเห็นกล้ามท้องที่ชัดเจน จึงต้องใช้การควบคุมอาหาร บวกกับการทำคาร์ดิโอ เป็นหลัก

4. ทำคาร์ดิโอในช่วง Fat-Burning Zone เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด
ความจริง: Fat-Burning Zone ที่เราเห็นเป็นกราฟแปะอยู่บนเครื่องวิ่งไฟฟ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่วงการเต้นของหัวใจที่ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เป็นช่วงที่ร่างกายใช้ไขมันเป็นเปอร์เซนต์ส่วนมากในการเผาผลาญ พลังงาน  อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายถึงจำนวนแคลอรี่สุทธิทั้งหมดที่ใช้ไป  ความเป็นจริงนั้นคุณสา มารถเบิร์นแคลอรี่โดยรวมได้มากกว่าด้วยการฝึกแบบ หนักสลับเบา (วิ่งเร็วเต็มสปีด 1 นาที วิ่งช้า 1 นาทีสลับกันไป) หรือการฝึกแบบ HIIT เพราะการฝึกพวกนี้จะช่วยให้ร่างกายมีเมตาบอลิซึมที่สูงต่อเนื่องไปแม้จะออก กำลังกายเสร็จแล้ว โดยรวมทั้งหมดร่างกายจึงใช้แคลอรี่ไปมากกว่าอย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นการหนักเกินไปที่จะฝึก HIIT ทุกวัน ดังนั้นในวันที่อยากสบายๆ การทำคาร์ดิโอในช่วง Fat-Burning Zone ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

5. ผู้หญิงไม่ควรเล่นเวท เพราะจะทำให้กล้ามใหญ่
ความจริง: หนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการบวม (Hypertrophy) คือฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรนที่มีมากในเพศชาย ฮอร์โมนตัวนี้เป็นตัวทำให้เกิดการเติบโตของกล้ามเนื้อ นั่นหมายความว่า ถึงแม้ผู้หญิงจะยกน้ำหนักเท่าผู้ชาย แต่กล้ามเนื้อก็จะไม่โตเท่าผู้ชายอยู่ดี (ผู้หญิงที่เป็นนักเพาะกายตัวใหญ่เพราะเขามียีนที่ไม่เหมือนคนทั่วไป และยังอาจจะต้องกินฮอร์โมนเพศชายเข้าช่วยเพิ่มไปอีกด้วย)

6. ถ้าอยากจะลดความอ้วน ทำคาร์ดิโอจนได้น้ำหนักที่คุณต้องการ แล้วค่อยเริ่มเล่นเวทก็ได้
ความจริง: การทำคาร์ดิโอโดยไม่เล่นเวทเทรนนิ่งเลย ร่างกายมีแนวโน้มที่จะสลายกล้ามเนื้อเพื่อมาแปลงเป็นพลังงาน ทำให้คุณสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายรับรู้ว่าเราต้องการกล้ามเนื้ออยู่ เราจำเป็นจะต้องเล่นเวทเทรนนิ่งหรือออกกำลังกายที่มีแรงต้าน แถมข้อดีอีกอย่างคือกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญ พลังงานของร่างกายให้สูงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าการเล่นเวทจะไม่เบิร์นแคลอรี่มากนักในขณะเล่น แต่เมื่อคิดถึงแคลอรี่รวมทั้งหมดที่มันเบิร์นขณะพักทั้งวันด้วยแล้ว มันจะยิ่งช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

7. การกินผลไม้ทุกชนิดดีต่อสุขภาพ
ความจริง: ผลไม้บางชนิดมีแคลอรี่สูงเพราะเต็มไปด้วยน้ำตาล แน่นอนว่ามันดีกว่าขนมเค้กหวานๆหลายเท่าเพราะมีวิตามิน แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ การกินมะม่วง ลำไย ทุเรียน หรือผลไม้ที่มีรสหวานอาจยิ่งเพิ่มความอ้วนเข้าไปใหญ่ ถ้าต้องการจะกินเพื่อให้อิ่มท้องควรจะทานพวกผักใบเขียว แครอท บล็อคโคลี่ หรือผลไม้ที่ไม่หวานและมีกากใยอยู่เป็นจำนวนมากอย่าง แก้วมังกร แตงโม สตอเบอรรี่ จะดีกว่า

8. เราสามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้
ความจริง: การบังคับให้ร่างกายลดไขมันเฉพาะส่วนที่เราต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้ ไขมันไม่เหมือนกล้ามเนื้อที่เราเล่นตรงไหนก็จะโตตรงนั้น ไขมันเป็นเสมือนแผ่นผ้าใหญ่ๆที่คลุมร่างกาย เราไม่สามารถบังคับได้ว่าจะให้นำส่วนไหนมาใช้ก่อน พันธุกรรมของแต่ละคนจะเป็นตัวกำหนดเองว่ามันชอบที่จะใช้ไขมันส่วนไหนมาเบิร์ นก่อนเพื่อน การลดต้นขา การลดพุง การลดต้นแขน ก็ต้องทำเหมือนกันคือ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ไขมันจะค่อยๆหายไปทั่วทั้งร่างกายเอง (การลดไขมันเฉพาะจุดมีวิธีเดียวคือไปดูดไขมันออกที่คลีนิค)

9. กล้ามเนื้อที่ชัดเจนมาจากการยกน้ำหนักเบาแต่หลายๆครั้ง
ความจริง: กล้ามเนื้อที่ชัดมาจากการที่เรามีกล้ามเนื้อและมีชั้นไขมันที่บางมาก ถ้าคุณฝึกด้วยน้ำหนักที่เบาตลอดเวลาเพราะไม่ต้องการให้กล้ามใหญ่ คุณจะไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อได้ การสร้างกล้ามเนื้อให้ชัดเจนจริงๆแล้วจะต้องมาจากการเล่นเพื่อสร้างกล้าม เนื้อ (8-12 ครั้ง หนักเท่าที่จะทำได้) รวมกับการทำยังไงก็ได้ให้เปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายต่ำมากๆ (ค่าประมาณ ผู้ชาย < 12% , ผู้หญิง < 20%) ซึ่งหลักๆก็คือการควบคุมอาหารนั่นเอง

10. ยิ่งเหงื่อออกมายิ่งลดไขมันได้มาก
ความจริง: เหงื่อไม่เกี่ยวกับไขมันที่เบิร์นออกไปเลย เหงื่อเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราใช้ขับความร้อนเท่านั้น การสังเคราะห์ไขมันเป็นพลังงานเกิดภายในร่างกาย ไม่เกี่ยวกัน  ดังนั้นการอบซาวน่า การใส่เสื้อกันหนาววิ่งเพื่อให้เหงื่อออกมากๆ ไม่ทำให้ไขมันลดได้มากขึ้น (อาจจะเห็นว่าน้ำหนักลดลง เพราะเป็นน้ำหนักของน้ำที่สูญเสียออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ เมื่อดื่มน้ำกลับเข้าไปก็จะน้ำหนักเท่าเดิม)

ความเชื่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ผิดๆ ที่เราควรหยุดซะตั้งแต่วันนี้

1. เครื่อง Mac ไม่มีโอกาสโดนไวรัสหรือติดไวรัสไม่ได้

macbook_air_hero_2x
ไม่เป็นความจริงเลยที่ Mac นั้นจะไม่มีไวรัสหรือว่าติดไวรัสไม่ได้ เพียงแต่ Mac นั้นมีโอกาสติดไวรัสได้น้อยกว่าระบบอย่าง Windows นั่นเอง สาเหตุก็จะมาจากเช่น คนใช้ Mac น้อยกว่า Windows ดังนั้นผู้ใช้ Windows จึงเป็นเป้าที่ใหญ่กว่าในการโจมตี หรืออีกเหตุผลเช่น Mac OS X ได้ออกแบบให้ระบบหยุดทำงานหรือค้างเมื่อเกิดการทำงานของไวรัสไม่ให้ทำงานได้ สำเร็จ เพราะ OS X นั้นคอร์ของมันพัฒนาจาก Unix ซึ่งถือว่าเป็น OS ที่มีความปลอดภัยสูงมาก

2. การใช้โหมด Private/Incognito ในเว็บบราวเซอร์เป็นการไม่ระบุตัวตน

safari private mode
หลายคนมักจะเข้าใจว่าการใช้งานเว็บบราวเซอร์ในโหมด Private (ใน Safari), Incognito (ใน Google Chrome) นั้นคือการไม่ระบุตัวตนหรือไม่สามารถโดนแกะรอยได้ ซึ่งคิดว่ามันเหมือนการท่องแบบ Anonymous แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ การใช้โหมด Private/Incognito นั้นตัวเว็บบราวเซอร์จะไม่เก็บพวกข้อมูล Histrory, Auto fill form ฯลฯ เท่านั้นเอง มันจะไม่จดจำว่าเราเข้าไปเว็บไหนบ้างทำอะไรบ้าง ล็อคอินอะไรบ้างประมาณนั้น

3. ชาร์จแบต iPhone ทิ้งไว้แม้เต็มแล้วจะทำให้แบตพัง

iphone-charge-status
หลายคนเชื่อว่าการทิ้งให้ iPhone ชาร์จต่อเนื่องหลังจากที่ชาร์จเต็ม 100% แล้วนั้นจะเป็นการทำลายแบตเตอรีให้เสื่อมหรือพังเร็วกว่าเดิมตัวอย่างที่ เห็นบ่อยๆ ก็เช่นการชาร์จแบต iPhone ข้ามคืน แท้จริงแล้วนั้นยังไม่มีอะไรที่จะมาพิสูจน์ได้ว่าความเชื่อนี้เป็นจริง เพราะว่าแบตเตอรีที่ใช้งานใน
ปัจจุบันนั้นเป็นชนิด lithium-ion ที่ระบบมันจะฉลาดพอที่จะตัดไฟไม่ให้ชาร์จเข้าไปที่แบตเมื่อรู้ว่ามันชาร์จเต็มแล้ว

4. กล้องที่พิกเซลเยอะกว่าจะต้องดีกว่ากล้องที่พิกเซลน้อยกว่าเสมอ

iphone 5s camera
มันไม่เสมอไปครับที่พิกเซลเยอะกว่าจะได้คุณภาพของรูปที่ถ่ายออกมาดีกว่า กล้องที่พิกเซลน้อยกว่า อันนี้ยืนยันได้ ตัวอย่างง่ายๆ เคยเห็นกล้องตัวเล็กๆ ที่ประกาศตัวว่าความละเอียด 20 ล้านพิกเซลไหม ลองเอารูปที่ได้มาเทียบกับกล้อง DSLR ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลก็ได้ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเลยว่าภาพจะกล้อง DSLR ความละเอียดเพียง 5 ล้านนั้นมันคุณภาพของรูปดีกว่า 20 ล้านพิกเซลมากๆ
เพราะแท้จริงแล้วหัวใจสำคัญของกล้องนั้นอยู่ที่เซนเซอร์การรับแสงและเก็บ รายละเอียดของแสงมากกว่าที่จะเน้นเรื่องความใหญ่ของพิกเซล ดังนั้น กล้อง iPhone แค่ 8 ล้านพิกเซลก็อาจจะไม่ได้ด้อยกว่ามือถือรุ่นอื่นที่กล้องละเอียดเป็น  10 ล้านพิกเซลก็ได้

 5. อย่าชาร์จแบตมือถือถ้ามันยังไม่ใกล้หมดหรือไม่แจ้งเตือน

low-battery
เป็นความคิดที่ผิดมากๆ เรื่องนี้แท้จริงแล้วแบตสมาร์ทโฟนสมัยนี้เป็นแบบ Lithium-Ion หมดแล้ว มันมีรอบที่จำกัดสำหรับการชาร์จที่เรียกว่า Chrage Cycle ถ้ายิ่งปล่อยให้แบตใกล้จะหมดแล้วค่อยมาชาร์จบ่อยๆ นั้นยิ่งจะทำให้รอบของมันหมดเร็วขึ้น
ฉะนั้นการชาร์จบ่อยยิ่งจะดีกว่าด้วยซ้ำทำให้ประหยัด Cycle ของแบตและยืดอายุการใช้งานของแบตได้นานกว่าการปล่อยให้แบตหมดแล้วค่อยชาร์จ นะ ผมแนะนำว่าถ้าอยู่ระดับ 40-50% ถ้าสะดวกก็ควรชาร์จได้เลยครับไม่ต้องรอให้ถึง 10% หรอก

6. หน้าจอสมาร์ทโฟนที่ละเอียดกว่าย่อมดีกว่าเสมอ

g3-vs-s5
หลายคนอาจจะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนส่วนหนึ่งนั้นมาจากความละเอียดของหน้าจอ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากหน้าจอธรรมดามาเป็นหน้าจอแบบ Retina Display ของ Apple นั้นจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนอย่างมากส่งผลให้อุปกรณ์หน้าจอแบบ Retina Display ทำให้น่าใช้งานมองแล้วสบายตายิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เชื่อว่ายิ่งจอละเอียดสูงมากเท่าไหร่สมาร์ทโฟนตัวนั้นก็ ดีกว่าตัวที่น้อยกว่าเสมอ
เรื่องนี้เห็นควรว่าจะไม่เป็นจริงครับ สาเหตุก็เพราะว่าสายตาของมนุษย์นั้นมีความสามารถในการมองเห็นที่จำกัดใน ระดับนึงเท่านั้น ตัวอย่างเช่นการเปรียบเทียบจอของ LG G3 และ Samsung S5 ที่มีความละเอียดจอ 538 ppi และ 432 ppi ตามลำดับ พบว่าเมื่อใช้งานปกติแล้วผู้ใช้จะแทบไม่เห็นความแตกต่างเลยว่าตัวไหนชัดกว่า กันเพราะทั้งคู่มันชัดเกินกว่าที่ตาของคนจะรับรู้ได้ ฉะนั้นบางบริษัทอย่างเช่น Apple ก็ไม่ได้อะไรมากกับเรื่องของ ppi มากเท่าไหร่แต่จะให้ความสำคัญเรื่องของ Contrass และ Brightness มากกว่านั่นเอง

7. ไม่ควรนำที่ชาร์จของ iPad มาชาร์จ iPhone มันจะทำให้แบต iPhone พังเร็วขึ้น

ipad-adapter-real-vs-fake
บางคนอาจจะได้ยินมาว่าที่ชาร์จของ iPad นั้นถ้านำมาใช้กับ iPhone แล้วมันจะไม่มีนะแบต iPhone มันจะเสื่อมเสียเร็วกว่าเดิม แต่ทราบหรือไม่ว่า Apple เองก็ยังได้บอกเอาไว้เลยว่า Adapter ของ iPad นั้นมันรองรับการใช้งานได้กับอุปกรณ์หลายๆ ตัวรวมทั้งตระกูล iPhone ด้วย ฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่ามันจะทำให้แบต iPhone เสียเร็วนะ ใช้ด้วยกันได้เลย

8. อย่า Shutdown คอมพิวเตอร์ทุกวัน

shutdown os x
มีบางคนคิดว่าการปิดเครื่อง(Shutdown) คอมพิวเตอร์ทุกวันนั้นจะทำให้เครื่องเสียเร็ว แท้จริงแล้วการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกวันนั้นเป็นการดีด้วยซ้ำนะ เช่น อุปกรณ์ในเครื่องไม่ต้องรันทำงานตลอดเวลา, ประหยัดพลังงานที่ใช้, ฮาร์ดดิสได้ลดการทำงานไม่ต้องหมุนอ่านเขียนไปมาตลอด ฯลฯ
อย่างที่บอกมันเป็นการดีด้วยซ้ำที่ปิดเครื่อง ส่วนเครื่องเซิร์ฟเวอร์นั้นจะต่างออกไปเพราะว่าเครื่องเหล่านั้นทำตัวเป็น เครื่องแม่ข่าย(เช่น เว็บเซอร์เวอร์)จะต้องใช้งานตลอดเวลาอยู่แล้ว มันได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเช่นกันเมื่อเปิดตลอดจึงไม่ส่งผลกระทบอะไร อีกทั้งเครื่องเหล่านั้นยังเก็บในห้องที่อุณภูมิต่ำกว่าปกติด้วย  ฉะนั้นหากเลิกใช้คอมฯ แล้วมา Shutdown ให้เป็นนิสัยกันดีกว่านะ

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

          อันนี้ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้ว แบบว่าซื้อฮาร์ดดิสก์มาใหม่ 500GB พอเอามาเสียบใช้งานกลับเห็นพื้นที่ใช้งานเพียบแค่ 465GB เท่านั้น ถึงกับโวยว่าได้ของมาไม่เต็มพื้นที่ เหมือนกับโดนหลอกขาย อะไรประมาณนั้น - -!
ใจเย็นๆ แล้วลองหันมาทางนี้ครับ เรามาเรียนพื้นฐานคอมพิวเตอร์ใหม่ครับ หลายคนทราบอยู่แล้วว่า 1GB = 1024 MB / 1MB = 1024 kB / 1kB = 1024 bytes เพราะฉะนั้น 1GB จึงเท่ากับ 1024 กำลัง 3 หรือ 1,073,741,824 Bytes นั้นเอง นี่คือการคำนวณง่ายๆของคอมพิวเตอร์ เพราะคอมพิวเตอร์จะมีการคำนาณเป็นแบบเลขฐานสองนั่นเอง โดยปกติถ้าเป็นพวก CD/DVD นั้นผู้ผลิตจะใช้เลขแบบฐานสิบทั่วไปในการผลิต นั่นหมายความว่า 1kB = 1000bytes / 1MB = 1000 kB / 1GB = 1000MB ฉะนั้นฮาร์ดดิสก์ 500GB ที่ซื้อมาในจิตใต้สำนึกของผู้ใช้ก็คือ 500,000,000,000 Bytes แต่ถ้าท่านลองคลิกขวาที่ ไดส์ C: ใน My computer แล้วเลือก Properties นั้น Windows จะอ่านพื้นที่เป็นเลขฐานสอง จึงอ่านว่าฮาร์ดดิสก์ 500GB มีค่าเท่ากับ 500,000,000,000 หารด้วย 1,073,741,824 ก็จะได้ประมาณ 465GB นั้นเอง
หรือใครที่เคยลง Windows จะเคยแบ่ง Partition ด้วยตัวเองแน่นอน จะสังเกตว่าตอนที่เราเลือกว่าไดส์ใหนขนาดเท่าไหร่ พอลงเสร็จกลับเห็นว่าพื้นที่ๆได้เลือกใว้มีน้อยกว่าตอนแรกนั้นเอง

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการชาร์จแบตฯ สมาร์ทโฟน

การใช้ตัวชาร์จแบตเตอรี่ยี่ห้ออื่นทำให้แบตเตอรี่เสื่อม
-ความ เชื่อนี้ไม่เป็นความจริงสักเท่าไร เพราะคุณสามารถเลือกซื้อตัวชารจ์ที่มีราคาถูกกว่าของจริงมาใช้แทนได้ แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่ได้รับการรับรองจากแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเท่านั้นซึ่ง ทางเว็บไซต์ Lifehacker  ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่าอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ชนิดใดปลอดภัยที่สุด โดยผลที่ได้ออกมาคือตัวชาร์จของแท้มีความปลอดภัยที่สุด รองลงมาคือตัวชาร์จแบรนด์อื่นที่ได้รับการรับรอง และสุดท้ายที่ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไรคือตัวชาร์จของปลอมซึ่งไม่ได้มาตรฐานนั่น เอง

ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะชาร์จแบตเตอรี่อยู่
-ในปี 2013 มีข่าวว่าแอร์โฮสเตสชาวจีนเสียชีวิตเพราะโดนไฟฟ้าช็อตจากการใช้ไอโฟน 4 ขณะที่กำลังชาร์จไฟอยู่ จนทำให้ผู้ใช้ไอโฟนทั่วโลกเกิดความกังวลขึ้นมาทันที แต่จากนั้นไม่นานก็มีรายงานจากเว็บไซต์ Fortune ว่า อุปกรณ์ที่เธอใช้นั้นเป็นของปลอม ไม่ใช่ของแท้จากแอปเปิลแต่อย่างใด ซึ่งความจริงก็คือคุณสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนขณะชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างสบายใจ ตราบใดที่ใช้อุปกรณ์ของจริงหรือจากแบรนด์ที่ผ่านการรับรองแล้ว

อย่าปิดเครื่อง ถ้าไม่จำเป็น
-ผู้ใช้สมาร์ทโฟนหลายรายอาจเคยกังวลว่าถ้าปิดเครื่องบ่อย ๆ จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว แต่คุณหายห่วงได้เลย เมื่อเว็บไซต์ Cnet ทำการสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญของแอปเปิล ซึ่งสรุปได้ว่าการปิดสมาร์ทโฟนโฟนสัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่คุณนอนหลับ จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้มากขึ้น ไม่เพียงแค่นั้นเว็บไซต์ Androidcentral ยังบอกอีกว่าการปิด-เปิดเครื่องของสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ จะช่วยให้เครื่องทำงานไหลลื่นขึ้น เพราะมันจะเคลียร์ไฟล์ขยะต่าง ๆ ที่ตกค้างภายในนั่นเอง

ถ้าแบตเตอรี่ไม่หมด ห้ามชาร์จเด็ดขาด
-เตรียมโบกมือลาแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณได้เลย ถ้ายังปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเครื่องดับแล้วค่อยชาร์จ โดยสิ่งที่ควรทำคือเสียบสายชาร์จทันทีที่แบตเตอรี่ใกล้หมด อย่าปล่อยให้เครื่องดับเด็ดขาด เพราะตามรายงานของเว็บไซต์ Gizmodo เผยว่าแบตเตอรี่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในสมาร์โฟนเป็นแบบลิเธียมไอออน ที่มีจำนวนรอบการใช้งานมาก แต่ก็จำกัดเช่นกัน หากปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้จำนวนรอบของแบตเตอรี่ลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุให้แบตเตอรี่เสื่อมไว

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้งาน NoteBook หรือ Computure

ติดฟิล์มกันรอยหน้าจอ
-ฟิล์ม นั้นมีหลายราคา หลายเกรด และหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มใส ฟิล์มด้าน      ฟิล์มกระจก ซึ่งถ้าเป็นฟิล์มราคาถูกก็อาจจะทำให้จอแสดงผลของคุณมีคุณภาพและความคมชัด หรือแม้แต่สีสันของภาพที่อาจจะเพี้ยนไปหรือดรอปลงได้เพราะว่าฟิล์มราคาถูก เมื่อติดไปสักพักฟิล์มก็อาจจะเหลือง จากกลับกลายเป็นช่วงปกป้อง อาจะทำให้งานภาพของคุณเสียหายเพราะสีเพี้ยนหรืออาจทำให้คุณหงุดหงิดระหว่าง ใช้งานได้

ระบบปฏิบัติการ Windows เป็นของฟรี
-หลายๆคนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะได้ระบบ Windows แถมมาด้วย ซึ่งความเป็นจริงแล้ว คอมพิวเตอร์ที่มีแบรนด์ดังๆ มักแถมมาให้ตอนซื้อเครื่องคอมฯ (แต่ลึกๆ แล้ว เขาได้บวกไปแล้วกับตัวเครื่อง) สำหรับราคาของระบบปฏิบัติการ Windows อยู่ในราคาหลายพันบาท

โปรแกรม Microsoft Office เป็นของฟรี
-โปรแกรมนี้ก็เช่นเดียวกัน Microsoft Office เป็นโปรแกรมรวมซึ่งประกอบด้วย Microsoft Word,Excel, PowerPoint และโปรแกรมอื่นๆ แล้วแต่รุ่นย่อยของ Microsoft Office โปรแกรมเหล่านี้ ไม่ใช่ของฟรี และราคาก็ค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการ Windows

ติดตั้งโปรแกรมใหม่ๆ ทำให้เครื่องคอมฯ ทำงานเร็วขึ้น
-ความคิดนี้โดยส่วนใหญ่เป็นความคิดไม่ถูกต้องเพราะโปรแกรมที่มีการพัฒนาใหม่ๆ(ส่วนใหญ่)โดยเฉพาะ Microsoft Windows / Office ต้องการคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้นเสมอ ดังนั้น ถ้าติดตั้งในเครื่องคอมฯ สเปคเดิมๆ รับรอง ทำงานช้าลงแน่นอน

การดูแลรักษาNoteBook


วิธีการดูแล Computer เบื้องต้น


การสังเกตอาการผิดปกติทางร่างกาย

อาการปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย
 -มักเกิดจากความดันโลหิตสูงขึ้น หากมีอาการควรปฏิบัติตน โดยการหยุดพักจากกิจกรรมต่างๆ ถ้ามีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน ให้วัดว่าความดันโลหิตสูงหรือไม่ เพื่อจะได้ระวังตัว แล้วรีบไปพบแพทย์ อาการปวดท้ายทอยอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุของความดันโลหิตสูงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อที่คอก็ได้ ดังนั้น การวัดความดันโลหิต จะช่วยแยกได้ว่าอาการดังกล่าวเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ หากพักแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์
  อาการหน้ามืด หัวหมุน 
-ซึ่งเกิดจากการก้มหรือหมุนศีรษะเร็วๆ ต้องระวังการหกล้ม โดยการค่อยๆ เปลี่ยนท่าทาง เพราะเวลาก้มหรือหมุนศีรษะ ทำให้การไหลเวียนเลือดที่ศีรษะน้อยลง ยิ่งทำให้มีโอกาสหน้ามืดมากขึ้น ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการก้มศีรษะ หากต้องการก้มศีรษะเก็บของ ต้องใช้วิธีย่อตัวลง การนวดบริเวณศีรษะและคอ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และต้องทำโดยผู้ที่มีความชำนาญเพราะหากทำไม่ถูกต้อง อาจทำให้หลอดเลือดแตกได้
  อาการหนังตาบวมตึง  
-เป็นอาการแสดงว่าอาจมีการเพิ่มของน้ำในร่างกายมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการกินเกลือมากกว่าปกติ ควรทบทวนดูว่าได้กินเกลือมากขึ้นหรือไม่อย่างไร หากพบว่ากินเกลือมาก ให้กินเค็มลดลง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับเกลือออกไปกับปัสสาวะ แต่ถ้าไตไม่ดีหรือเป็นโรคหัวใจ ต้องระวังเรื่องการดื่มน้ำ  เพราะการดื่มน้ำมาก จะยิ่งทำให้บวมมากขึ้น เกิดภาวะไตวายและหัวใจทำงานล้มเหลวได้
อาการปัสสาวะบ่อย 
-อาจเป็นอาการผิดปกติหรือไม่ผิดปกติก็ได้ เพราะถ้ากินยาขับปัสสาวะ อาการปัสสาวะบ่อยถือว่าปกติ แต่ถ้าเราไม่ได้กินยาและไม่ได้ดื่มน้ำมาก อาการปัสสาวะบ่อยถือว่าเป็นอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์
 อาการตัวเบา หาว นึกไม่ออก พูดไม่ออก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซ แขนขาอ่อนแรง การทรงตัวไม่ดี 
-อาจเป็นอาการผิดปกติจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดเลือด หรือมีการแตกของหลอดเลือด ทำให้การรับรู้ในสมองลดลง ต้องรีบไปพบแพทย์รักษา เพราะถ้ารักษาเร็ว สามารถหายเป็นปกติได้

การดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงอาการผิดปกติต่างๆ

หลัก 8 ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ
    1. รับประทานอาหาร  อย่างถูกต้องเหมาะสม  
    2. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
    3. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้าขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
    4. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
    5. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
    6. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
    7. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
    8. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน

ค่านิยม 12 ประการ